ในวันที่ท้องฟ้าประเทศไทยถูกปกคลุมด้วยฝุ่นพิษ PM2.5 จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง เราได้เห็นความพยายามของภาครัฐและท้องถิ่นในการแก้ปัญหา แต่หนึ่งในภาพที่กลายเป็นประเด็นร้อนคือ การปรากฏตัวของ "รถพ่นละอองน้ำแรงดันสูง" ขนาดมหึมา

ที่น่าตกใจคือ ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของ บางเทศบาลในประเทศไทย พบว่ามีการซื้อรถเหล่านี้ในราคาสูงถึง คันละกว่า 10 ล้านบาท หากจัดซื้อเพียง 3 คัน งบประมาณภาษีของประชาชนเกือบ 40 ล้านบาทจะมลายหายไปทันที ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการ รวมถึง อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ที่ออกมาตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงว่า "คุ้มค่าหรือไม่?" หรือเป็นเพียงการแก้ปัญหาแบบโชว์ภาพลักษณ์

วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า งบประมาณมหาศาลนี้แลกมาด้วยอากาศที่สะอาดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงการพ่นเงินทิ้งทวนไปกับละอองน้ำ

1. มุมมองความคุ้มค่า: งบประมาณ vs ผลลัพธ์สุขภาพ
หากมองในเชิงบริหารจัดการ งบประมาณ 10 ล้านบาทต่อคัน ถือเป็นเม็ดเงินที่สูงมากเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ:

สอบตกหากใช้แก้ PM2.5: เครื่องพ่นน้ำไม่สามารถลดค่าฝุ่นละเอียดได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์เป็นเพียงระยะสั้นในรัศมีแคบๆ เท่านั้น

เข้าข่ายงบประมาณไม่ตอบโจทย์: การใช้งบหลักสิบล้านแต่ไม่สามารถเปลี่ยนค่าสีแดงของแอปฯ เช็คฝุ่นให้เป็นสีเขียวได้ ถือเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดในเชิงนโยบายสุขภาพ

ทางเลือกที่คุ้มกว่า: งบ 10 ล้านบาท หากเปลี่ยนเป็นเครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงสำหรับโรงเรียนอนุบาล หรือศูนย์เด็กเล็ก จะสามารถปกป้องปอดของเด็กๆ ได้นับพันคนอย่างเห็นผลรูปธรรมมากกว่า

2. ซื้อมาแล้วทำอย่างไรให้ "คุ้มค่าผีคุ้ม"?
ในเมื่อหลายพื้นที่ซื้อมาแล้ว การปล่อยให้จอดไว้เฉยๆ คือความสูญเสียซ้ำซ้อน เทศบาลควรปรับเปลี่ยนเป้าหมายการใช้งาน (Re-purposing) ดังนี้:

ใช้คุมฝุ่นหนัก (PM10): ใช้ในไซต์ก่อสร้างหรือจุดที่มีการขุดเจาะถนน ซึ่งน้ำสามารถจับฝุ่นขนาดใหญ่ได้ดี

ลดความร้อน (Heat Stroke): ใช้งานในลานกิจกรรมกลางแจ้งที่มีคนหนาแน่นเพื่อลดอุณหภูมิอากาศ

สนับสนุนงานดับเพลิง: ประยุกต์ใช้ในการควบคุมกลุ่มควันจากเหตุไฟไหม้หรือล้างถนนหลังภัยพิบัติ

3. เจาะลึกวิทยาศาสตร์: ทำไม "ละอองน้ำ" ถึงสู้ "PM2.5" ไม่ได้?
เหตุผลสำคัญที่นักวิชาการคัดค้านการใช้รถพ่นน้ำแก้ PM2.5 คือเรื่องของ "ขนาด" ตามหลักฟิสิกส์ที่เรียกว่า Collision Theory (กฎการชนกัน):

ขนาดที่ต่างกันเกินไป: ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กมาก (2.5 ไมครอน) ในขณะที่ละอองน้ำจากรถพ่นทั่วไปมีขนาดใหญ่ (200-600 ไมครอน)

กระแสลมผลัก: เมื่อหยดน้ำขนาดใหญ่ตกลงมา จะเกิดกระแสลมผลักรอบๆ หยดน้ำ (Streamline) ทำให้ฝุ่น PM2.5 ที่มีมวลเบาถูกผลักออกไปด้านข้างแทนที่จะถูกดักจับ

การระเหย: ละอองน้ำที่ละเอียดพอจะจับ PM2.5 ได้ (ขนาด 2-20 ไมครอน) มักจะระเหยไปในอากาศก่อนที่จะทันได้ดักจับฝุ่นในพื้นที่เปิดโล่ง

สรุปทางเทคนิค: รถพ่นน้ำส่วนใหญ่พ่น "หยดน้ำ" ไม่ใช่ "หมอกละเอียด" จึงจับได้เพียงฝุ่นละอองที่มองเห็นด้วยตาเปล่า (PM10) แต่สอบตกในการจัดการฝุ่นพิษที่เข้าสู่กระแสเลือดอย่าง PM2.5

บทสรุปอย่างเป็นธรรม
การจัดซื้อรถพ่นน้ำคันละ 10 กว่าล้านบาทของบางเทศบาล อาจไม่ถึงกับไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงหากมีการใช้งานที่หลากหลาย (Multi-purpose) แต่ "ไม่คุ้มค่า" หากนำมาใช้เป็นมาตรการหลักในการแก้ปัญหา PM2.5

สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ใช่ภาพลักษณ์การทำงานที่เห็นเป็นละอองน้ำฟุ้งกระจาย แต่คือการใช้อำนาจและงบประมาณอย่างชาญฉลาด เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและปกป้องลมหายใจของประชาชนอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการสร้าง "อนุสาวรีย์พ่นน้ำ" ที่ใช้งบประมาณมหาศาลแต่ผลลัพธ์เท่าเดิม
คำสำคัญ: #Townlie #ข่าวสาร